วรรณคดีกรุงธนบุรี

posted on 15 Jul 2009 12:29 by krungthonburi

 

ยินดีต้อนรับบุคคลใฝ่เรียนรู้จ้า

อยากให้ท่านรู้ว่า  ข้าพเจ้ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จักให้ความรู้สู่สังคม

 

คุณคะ คุณ คุณนั่นแหละ! สวัสดีค่ะ รู้บ้างไหมว่าวันนี้คุณจะโชคดีไปทั้งวัน เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะว่าคุณกำลังเข้าสู่โลกแห่งความรู้น่ะสิ "รู้อะไรไม่เท่ารู้วิชา" แล้วอะไรต่อน้า? ช่างมันเถอะ ไม่ว่าคุณจะเข้ามาเพราะสนใจ หรือบังเอิญผ่าน ขอฝากบอกอย่างนึงว่า  คุณจะเสียใจถ้าไม่เปิดหน้าต่อไปจนจบ (คนทำน่าจะเสียใจมากกว่า) เอาละ ไม่อยาก "อารัมภบท" มากนัก มาเดินก้าวไปสู่ความรู้พร้อมๆกันเลยดีกว่า เอ๊า! ก็ตามมาเร็วๆซิจ๊ะ เดี๋ยวไม่ทันน้า....

 

เป็นอย่างไรกันบ้าง เริ่มสนใจแล้วใช่มั้ย ไม่หวงห้ามนะถ้าจะนำไปเผยแพร่ หรือมีอะไรเพิ่มเติมก็บอกด้วยจะได้พัฒนาเนื้อหาและข้อมูลให้ดียิ่งขึ้น ดีใจจังยินดีต้อนรับ

วรรณคดีมีค่าคุณว่าไหม

เป็นคนไทยต้องช่วยกันรักษา

วรรณคดีกรุงธนคนศรัทธา

ดั่งคุณค่าสืบสานงานวรรณกรรม

 

แต่งเองนะเนี่ย คุณยุ่งเหยิงเขาก็ช่วยบรรทัดสุดท้าย  พอดีกำลังเรียนกวีนิพนธ์ก็เลยอินนิดหน่อย  แต่ดีใจจังก็ยังไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ ถ้าสนใจก็เข้ามาดูบ่อยๆนะจ๊ะ จะพยายามต่อไป

เอาละต่อจากหน้านี้ก็จะเป็นข้อมูลที่เชื่อว่าทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมน่าจะสนใจ เพราะฉะนั้นจะรอช้าอยู่ทำไมตามไปดูกันเลยละกัน

 

หนังสืออ้างอิง

เอกรัตน์   อุดมพร วรรณคดีสมัยกรุงธนบุรี. กรุงเทพมหานคร:พัฒนาศึกษา.2544

www.google.com

edit @ 19 Aug 2009 13:30:18 by ดีใจจัง

edit @ 26 Aug 2009 09:15:30 by ดีใจจัง

edit @ 29 Aug 2009 13:16:24 by ดีใจจัง

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ exteen

posted on 30 Jun 2009 10:18 by krungthonburi

 

 

ก่อนที่ทุกท่านจะเข้าสู่รายละเอียดต่างๆก็มาศึกษาถึงลักษณะของวรรณคดีในสมัยนี้

กันก่อนละกันนะคะและก็ตามด้วยประวัติของกรุงธนบุรีด้วย(แถมให้ไม่คิดตังค์)

  ลักษณะวรรณคดีสมัยธนบุรี
 
เนื่องจากวรรณคดีสมัยธนบุรีได้รับอิทธิพลโดยตรงจากวรรณคดีสมัยอยุธยาตามที่กล่าวมาแล้ว
วรรณคดีสมัยธนบุรีจึงคล้ายคลึงกับวรรณคดีสมัยอยุธยาตอนปลายในลักษณะสำคัญต่อไปนี้
 

๑. แต่งด้วยร้อยกรองทั้งหมดเช่นเดียวกัน โดยใช้คำประพันธ์ทุกประเภท คือ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน และร่าย
 

๒. มีธรรมเนียมในการแต่งเช่นเดียวกัน เช่น ขึ้นต้นด้วยบทไหว้หรือบทประณาม มีการบรรยายและพรรณนาอย่างเข้าแบบทั้งบทชมต่างๆและบทพรรณนาอารมณ์ความรู้สึก มุ่งความไพเราะในการประพันธ์มากกว่าเนื้อหาสาระและแนวความคิด
 

๓.เนื้อเรื่องมีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น ศาสนาและคำสอน เรื่องเล่าสำหรับอ่านและบทแสดงนิราศและบทสดุดี

 

ประวัติในสมัยกรุงธนบุรี 

 

 

ประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงธนบุรี

 

สภาพทั่วไปก่อนการก่อตั้งกรุงธนบุรี
                กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทยอยู่ 417 ปี (พ.ศ.1893-2310) ในระยะเวลาอันยาวนานนี้กรุงศรีอยุธยาได้ก้าวจากการเป็นอาณาจักรเล็กๆ มาเป็นอาณาจักรใหญ่ที่มีความเจริญรุ่งเรืองในด้านการปกครอง เศรษฐกิจ ตลอดจนศาสนา วัฒนธรรม ศิลปกรรมต่างๆ ความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรอยุธยาเริ่มเสื่อมลงตามลำดับตั้งแต่ต้นราชวงศ์บ้านพลูหลวง เกิดการแย่งชิงราชสมบัติกันขึ้นระหว่างพระราชวงศ์และขุนนาง เจ้านายและขุนนางชั้นผู้ใหญ่แตกความสามัคคีแย่งชิงอำนาจกันเอง ทำให้กำลังทหารแยกออกเป็นกลุ่มๆ ยิ่งบ้านเมืองว่างศึกสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านมาเป็นเวลานาน กองทัพก็ไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะสู้รบ พระมหากษัตริย์เองโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเจ้าเอกทัศ ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา ก็ไม่ทรงพระปรีชาสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน ในขณะที่ศัตรูของไทยคือ พม่ามีกำลังและอำนาจมากขึ้นภายใต้พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์อลองพญา
                ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2310 ได้เกิดมีการกบฏขึ้นในหัวเมืองมอญ พม่าได้ยกกองทัพเข้าตีหัวเมืองมอญที่เมืองมะริดและตะนาวศรี แล้วเคลื่อนทัพเข้ามาในดินแดนไทยทางด่านสิงขรโดยปราศจาการต่อต้านจากฝ่ายไทย จนสามารถเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาได้ ถ้าจะวิเคราะห์สงครามครั้งนี้แล้ว จะเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์ของพม่าแต่เดิมนั้น เพียงเพื่อต้องการปราบปรามพวกกบฏชาวมอญ ซึ่งหนีมาอยู่ที่เมืองมะริดและตะนาวศรีเท่านั้น ยังมิได้ตั้งใจจะเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา แต่เมื่อพม่าสามารถตีเมืองมะริดและตะนาวศรีได้อย่างง่ายดาย โดยฝ่ายไทยมิได้เตรียมการต่อสู้แต่อย่างใดแสดงถึงความอ่อนแอของไทย พม่าจึงตีหัวเมืองไทยต่อเข้ามาเรื่อยๆ จนถึงราชธานี
                ในการรับศึกพม่าครั้งนี้ พระเจ้าเอกทัศมิได้ทรงแสดงความสามารถในด้านการบัญชาการรบเลย ส่วนแม่ทัพนายกองของไทยก็อ่อนแอไม่สามารถต้านทานทัพพม่าได้ แม่ทัพนายกองที่มีความสามารถมีความรักชาติบ้านเมือง ก็ไม่ได้รับความสะดวกในการสู้รบจึงเกิดความท้อถอย ดังเช่นพระยากตาก (สิน) ถึงกับตัดสินใจนำทหารประมาณ 500 คน ตีฝ่าวงล้อมของพม่าออกไปทางทิศตะวันออกเพื่อรวบรวมกำลังมาต่อสู้พม่า ในที่สุดกรุงศรีอยุธยาต้องสูญเสียเอกราชแก่พม่าเป็นครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2310 ซึ่งพม่ามารบพุ่งอย่างโจร เพราะพม่าไม่ได้คิดจะรักษาเมืองไทยไว้เป็นเมืองขึ้น หากแต่ต้องการจะริบเอาทรัพย์สมบัติและกวาดต้อนผู้คนเป็นเชลยไปใช้สอยในเมืองพม่า ด้วยเหตุนี้ เมื่อพม่าตีเมืองไหนได้ก็เผาเสียทั้งเมืองน้อยเมืองใหญ่ตลอดจนราชธานี แล้วเลิกทัพกลับไป ดังนั้นการเสียกรุงครั้งที่ 2 นี้ บ้านเมืองจึงยับเยินยิ่งกว่าในสมัยเสียกรุงครั้งแรก ฝ่ายหัวเมืองต่างๆ ที่มิได้ถูกพม่าย่ำยี ก็ถือโอกาสตั้งตนเป็นอิสระถึง 5 ชุมนุม คือ ชุมนุมเจ้าพิมาย ชุมนุมเจ้าพระฝาง ชุมนุมเจ้าพระยาพิษณุโลก ชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราชและชุมนุมพระยาตาก (หรือพระยาวชิรปราการ) พระยาตากได้รวบรวมสมัครพรรคพวก ทำการสู้รบขับไล่พม่า จนกระทั่งสามารถกอบกู้เอกราชกลับคืนมาได้ แต่สภาพกรุงศรีอยุธยาทรุดโทรมมาก ยากแก่การบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ พระยาตากจึงเลือกกรุงธนบุรีเป็นราชธานีแทนกรุงศรีอยุธยา

 อ่านแล้วภูมิใจล่ะสิที่ได้เกิดเป็นคนไทย(รึเปล่า แต่ขอยืนยันว่าฉันภูมิใจ)

(เอามาให้อ่านเล่นๆ เรียกนำย่อย แต่ก็น่าสนใจใช่น้อยเมื่อไหร่ จริงป่ะจ๊ะ)

หนังสืออ้างอิง

เอกรัตน์   อุดมพร วรรณคดีสมัยกรุงธนบุรี. กรุงเทพมหานคร:พัฒนาศึกษา.2544

www.google.com

 



                                                         


 

edit @ 25 Aug 2009 19:11:49 by ดีใจจัง

edit @ 29 Aug 2009 13:14:57 by ดีใจจัง

edit @ 1 Sep 2009 15:07:08 by ดีใจจัง